คู่มือการทำ SEO ฉบับสมบูรณ์

คู่มือการทำ seo ฉบับสมบูรณ์ซึ่งอธิบายว่า seo คืออะไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และทำไมสำคัญกับการทำธุรกิจ
บทความที่จะพาผู้อ่านเข้าใจถึงแก่นแท้ของ SEO ว่าคืออะไร เปลี่ยนแปลงมาอย่างไร และสำคัญอย่างไรในการทำธุรกิจหรือร้านค้าที่มีหน้าเว็บไซต์

SEO คืออะไรนั้นเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจที่สนใจอยากรู้ ในบทความฉบับนี้โดย MYSEO Project จะพาทุกท่านมาไขข้อสงสัยและทำความเข้าใจกลยุทธ์การทำธุรกิจที่เรียกว่า SEO หรือ Search Engine Optimization ให้ทราบกันและอาจได้นำไปปรับใช้กับแผนธุรกิจที่กำลังทำอยู่ได้

เลือกหัวข้ออ่าน

1. บทเริ่มต้นเกี่ยวกับ SEO

1.1 ความหมายและความสำคัญของ SEO ในยุคออนไลน์

SEO หรือ Search Engine Optimization คือกระบวนการการทำการตลาดออนไลน์ชนิดหนึ่งที่มีการปรับเปลี่ยนและปรับปรุงเว็บไซต์หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างบนเว็บไซต์ให้ดีขึ้นเพื่อส่งผลให้การจัดอันดับผลการค้นหาของระบบการเสิร์ชหาอย่าง Google, หรือ Bing อยู่ในอันดับแรก ๆ ของผลการแสดงการค้นหา หรือแม้กระทั่งถูกอ้างอิงหรือกล่าวถึง (Mentionned และ Cited) ในระบบการแสดงผลของ AI และ LLM

การทำ SEO ในปัจจุบันไม่ใช่เน้นแค่การใส่ Keyword เข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์แต่ยังรวมไปถึงการเขียนเนื้อหาให้ออกมาเหมาะสมกับผู้ใช้หรือผู้ค้นหาและตอบโจทย์คำถาม (Search Intent) นั้น ๆ ได้ Content ที่ออกมาจึงไม่ควรเขียนแค่เพื่อให้หุ่นยนต์เข้าใจ แต่ต้องตอบโจทย์ได้จริงของผู้อ่าน มีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง มีการจัดเรียงลำดับความคิดลงในบทความ เนื้อหาควรแสดงถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เขียนนั้น ๆ และควรมีแหล่งอ้างอิงเพื่อแสดงถึงความน่าเชื่อถือ

แล้วทำไม SEO ถึงมีความสำคัญต่อธุรกิจ? คำตอบคือการลงทุนใน SEO เป็นการลงทุนระยะยาว ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างช้าและอาจใช้เวลานานมาก ๆ โดยปกติผลลัพธ์การลงทุนการทำ SEO จะเริ่มเห็นผลอยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือน หรือบางครั้งอาจนานกว่านั้น ค่าจ้างในการทำ SEO ผ่านเอเจนซี่ต่าง ๆ มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นเป็นต้นไปจนถึงหลักแสนก็มีครับ แต่การลงทุน SEO เป็นการลงทุนสำหรับหวังผลระยะยาวและคุ้มค่าหากเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องโฆษณาแอดไปเรื่อย ๆ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด นอกจากนี้หากพูดถึงการทำ SEO แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงการทำ SEM (Search Engine Marketing) SEM คือการทำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในระบบการเสิร์ชหาข้อมูลซึ่งรวมถึง SEO และยังรวมไปถึงการโฆษณาผ่าน Google Ads ด้วย

1.2 วิวัฒนาการของ SEO

การเกิดขึ้นของ SEO นั้นเกิดขึ้นในประมาณปี ค.ศ. 1991 และในยุคนั้นการทำ SEO ต่างกับยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในยุคนั้นเน้นแค่การใส่ Keyword เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ซึ่งหมายความว่าเพียงแค่เว็บไซต์มี Keyword ที่คนค้นหาก็สามารถติดอันดับแรก ๆ ได้ แต่ในยุคปัจจุบันการมีแค่ Keywords นั้นไม่เพียงพอต่อการทำ SEO ครับ ในปัจจุบันจะเน้นการทำ SEO เพื่อให้ผู้ค้นหามีประสบการณ์ที่ดี เน้น User Experience ดังนั้น Content ที่จะติด SEO ได้จะต้องอยู่ในมาตรฐานของ E-E-A-T ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. E – Expertise – ผู้สร้าง Content จะต้องเป็นผู้รู้จริงในเรื่องนั้น ๆ การเขียน เนื้อหาต้องตอบคำถามผู้ค้นหาที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้ ตัวอย่างการทำเว็บไซต์ให้มี Expertise ได้นั้น เช่น การทำประวัติผู้เขียนที่ต้นหรือปลายบทความ
  2. E – Experience – ผู้เขียน Content อาจมีการกล่าวถึงประสบการณ์โดยตรงในหัวข้อที่ตนเองกำลังเขียน หรือถ้าเป็นการรีวิวสินค้า-บริการ ก็อาจมีอ้างอิงว่าผู้เขียนได้ใช้สินค้าหรือบริการนั้น ๆ ด้วยตนเอง
  3. A – Authoritativeness – การเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคนพูดถึงและสามารถนำไปอ้างอิงต่อได้ หนึ่งในวิธีที่ทาง Google จะวัดว่าเว็บไซต์ไหนมี Authoritativeness ไหมจะวัดจากการมี Backlink เข้ามาที่เว็บไซต์
  4. T – Trustworthiness – การเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือนั้นนอกจากจะมาหลักการ 3 อย่างด้านบนแล้ว ยังสามารถนับปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวตัดสินได้ด้วย เช่น การที่เว็บไซต์มีความปลอดภัย (ใช้ SSL หรือเป็นเว็บไซต์ https://) การมีเนื้อหา Content ที่ถูกต้อง บอกความจริงและเป็นปัจจุบัน เป็นต้น

2. On-Page SEO (การปรับแต่งบนเว็บไซต์)

2.1 Keyword Research

การทำรีเสิร์ชคำค้นหานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราต้องอาศัยขอมูลว่า Keyword ใดบ้างที่มี Volume ในการค้นหาสูง เป็น Keyword ประเภทไหน (Search Intent) เพื่อที่เราจะได้เลือก Keyword เหล่านั้นมาใช้ในส่วนของเนื้อหาหรือบทความ อีกทั้งเราควรพิจารณาว่าควรนำ Short-Tail Keyword หรือ Long-Tail Keyword มาใช้ในเนื้อหาของเรา

2.2 การสร้างและปรับปรุงเนื้อหา

ในการเขียนบทความนั้นเราจำเป็นต้องเลือก Keyword มาใส่ในส่วนของ Meta Tags ต่าง ๆ รวมถึงในตัวเนื้อหา เราควรเข้าใจว่าจะเขียน Title Tag อย่างไร เขียนคำอธิบายใน Meta Description อย่างไร รวมไปถึงการใช้ Heading 1, 2, 3, ฯลฯ อย่าลืมว่าการใช้ H1 นั้นควรใช้แค่หนึ่งคร้ังต่อหน้าเท่านั้น จากรูปด้านล่างจะแสดงให้ว่าโครงสร้างของการใช้ Meta Tags ต่าง ๆ นั้นควรเป็นอย่างไร ในส่วนของเนื้อหาเราสามารถใช้แค่ <P> ก็เพียงพอแล้วครับ นอกจากนี้อย่าลืมเรื่องการการใส่ลิงก์ภายใน ( Internal Linking) เพื่อให้เนื้อหาแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันครับ 

โครงสร้างของบทความ SEO มีการใช้ Title Tag และ Heading Tag ต่าง ๆ

3. Off-Page SEO (การสร้างความน่าเชื่อถือจากภายนอก)

3.1 Backlink

คือ ลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์อื่น ๆ เข้ามาหาที่เว็บไซต์ของเรา การมี Backlink ในจำนวนและคุณภาพที่ดีจะทำให้เว็บไซต์ของเรามี DR (Domain Rating) หรือ AS (Authority Scores) ที่สูงขึ้น Backlink ที่ Google ชอบนั้นควรเป็นลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีคะแนนเว็บไซต์สูง และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกับเว็บไซต์ของเรา เช่น หากเว็บไซต์เราเกี่ยวกับโรงแรม ลิงก์ที่มาก็ควรมาจากบทความที่อยู่ในหมวดหมู่ที่พัก โรงแรม การท่องเที่ยว เป็นต้น การสร้าง Backlink นั้นต้องยอมรับว่าอาจมีการซื้อ-ขายกันระหว่างโดเมนเพราะหากจะให้เว็บไซต์ต้นทางลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์เรานั้นในบางครั้งอาจเป็นไปได้ยากถ้าไม่มีการติดต่อหรือสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

3.1 Black Hat Backlink

คือขั้นตอนการทำ Backlink ที่ไม่ควรทำและ Google อาจตรวจจับได้ ตัวอย่างเช่น การซื้อขายลิงก์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเว็บที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน การสร้างฟาร์มลิงก์ การใช้ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง การใช้ลิงก์จากโดเมนหมดอายุ สิ่งเหล่านี้ควรเลี่ยงการทำเพราะ Google มี Algorithm ที่สามารถตรวจจับได้ และอาจถูกแบนหรือลงโทษ

3.2 ปัจจัยอื่น ๆ

ปัจจัยอื่น ๆ นอกจาก Backlink นอกเหนือไปจากการสร้าง Backlink แล้วนั้นการที่เรามี Brand Mention บนเว็บไซต์อื่น ๆ ก็อาจทำให้เว็บไซต์ของเราขึ้นไปปรากฏบน AI-Overview หรือ AI Search ได้ การมี Social Signal หรือการที่ผู้คนกดไลค์ กดแชร์ บนสื่อ Social Media ต่าง ๆ ของเรา ก็นับเป็นอีกปัจจัยทางอ้อมที่อาจทำให้เว็บไซต์ของเรามีการจัดอันดับที่ดีขึ้นได้

4. Technical SEO (การปรับแต่งเชิงเทคนิค)

4.1 การเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์

ในส่วนนี้เราจะต้องดูจัดการกับการแสดงผลของเว็บไซต์ของเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง โหลดช้ามากไหม ดูค่าต่าง ๆ เช่น LCP, CLS, และ INT ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าคุณใช้ Chrome เป็นเว็บเบราเซอร์ คุณสามารถดาวน์โหลด Chrome Extention ที่ชื่อ Core Web Vitals Visualizer เพื่อทำการวัดค่าต่าง ๆ (รูปภาพด้านล่าง) ซึ่งพอได้ข้อมูลแล้ว เราก็จะสามารถแก้ปัญหา Technical SEO ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เช่น ไฟล์รูปมีขนาดใหญ่ทำให้ LCP มีค่าที่สูง เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเปลี่ยนสกุลไฟล์รูปให้เป็น WebP ได้ด้วยการใช้ Plug-In เสริมสำหรับคนใช้ WordPress เขียนเว็บไซต์

4.2 การทำให้ Google เข้าใจเว็บไซต์เรา

Google จะ Crawl เว็บไซต์ได้ดีขึ้นหากมี Sitemap บนเว็บไซต์และมีตัวบอกว่าหน้าที่ไม่ต้อง Crawl ซึ่งคือ Robots.txt เราสามารถสร้างไฟล์ 2 ไฟล์นี้ได้ด้วยตัวเองบน WordPress ถ้าใช้ Plug-In Yoast SEO เราเพียงแค่เข้าไปคลิกใน Plug-In ของ Yoast SEO ให้สร้าง Sitemap.xml ให้เรา (รูปด้านล่าง) ให้ไปที่ Settings แล้วเลื่อนมาจนสุดด้านล่างแล้วจะเจอเมนูรูปภาพดังกล่าวให้ติ๊ก Enable Feature

Yoast SEO interface for SEO users

4.3 การใช้ Schema Markup

Schema Markup คือโค้ดชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ทำให้ Google Bot เข้าใจเนื้อหาหรือใจความของบทความหรือ Content นั้น ๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ Content นั้นไปปรากฏอยู่ในของเนื้อหาด้านบนสุดของหน้าแรกบน Google (Featured Snippet) Schema Markup สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แล้วแต่เนื้อหา Content ของหน้านั้น ๆ เช่น หน้านี้เป็นหน้าเกี่ยวกับการทำอาหารก็สามารถใช้ Schema Markup ที่เป็น Recipe ได้ หรือหน้านี้เป็นหน้าเกี่ยวกับสินค้า ก็สามารถใช้ Schema Markup ที่เป็น Item Page ได้

 

5. SEO กับการแข่งขันในโลกธุรกิจออนไลน์

5.1 วางแผนการทำ SEO

การทำ SEO ควรเริ่มจากการวางแผนธุรกิจเสียก่อนว่าเราอยากลงทุนในด้านการตลาดด้านไหนมากกว่ากัน เพราะการทำ SEO มีต้นทุนที่สูง เราอาจเริ่มจากการทำ Website Audit แล้วสำรวจคู่แข่งบนโลกออนไลน์ว่ามีคู่แข่งใดบ้างแล้วจากนั้นค่อยกำหนดเป้าหมายและการวัดผลความสำเร็จโดยใช้ Metrics ต่าง ๆ

5.2 ลงทุนการทำ SEO

คำว่าลงทุนในที่นี้สามารถตีความได้ว่าเราจะจ้างเอเจนซี่ ฟรีแลนซ์ SEO ให้ทำ SEO ให้หรือเราจะลงมือทำเอง ในระยะต้น ๆ หากคุณยังมีความรู้ไม่เพียงพอหรือพึ่งเริ่มต้นผมแนะนำให้ทำกับผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนโดยอาจจะเลือกเป็นฟรีแลนซ์ที่รับทำ SEO ก็ได้เพราะน่าจะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเท่ากับการจ้างเอเจนซี่ การลงทุน SEO ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีสัก 3 เดือนเป็นต้นไปถึงจะค่อยเริ่มเห็นผลลัพธ์ พอถึงเวลาที่คุณมีความรู้มากกว่าในการทำ SEO ด้วยตนเอง การใช้เครื่องมือช่วยทำอย่าง Semrush หรือ Ahrefs นั้น สามารถช่วยเราทำงานได้ง่ายขึ้น แต่นั่นก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายอย่างน้อย ๆ เดือนละประมาณ 4,000 บาทเป็นต้นไป สำหรับค่าใช้เครื่องมือ Semrush หรือ Ahrefs นอกจากนี้เครื่องมือฟรีที่เราควรทำความคุ้นเคยก็จะมี Google Search Console และ Google Analytics 4 ครับ

5.3 ติดตามผลและปรับปรุง

การพัฒนาและปรับปรุงการทำ SEO สามารถทำได้ด้วยการติดตามผล Metrics ต่าง ๆ ตามนี้

  • Position Ranking ดูตำแหน่งของเว็บไซต์ว่าเป็นอย่างไร
  • Organic Traffic ปริมาณคนที่เข้ามาดูที่เว็บไซต์ของเราแบบออแกนิค
  • Bounce Rate อัตราการออกจากเว็บไซต์โดยดูเว็บไซต์เราเพียงแค่ 1 หน้า
  • Backlink จำนวนลิงก์ที่เข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา
 

หลังจากที่เราได้ข้อมูลเหล่านี้มาเราก็สามารถนำไปปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์เราได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

6. แนวโน้มการทำ SEO ในอนาคต

6.1 ยุคแห่ง AI

การเข้ามามีบทบาทของ AI ในปัจจุบันทำให้การทำ SEO เปลี่ยนไปเช่นกัน หลาย ๆ คนอาจจะได้ยินคำต่าง ๆ นา ๆ เช่น GEO (Generative Engine Optimization) AEO (Answer Engine Optimization) ฯลฯ คำเรียกเหล่านี้อาจเป็นคำใหม่ ๆ แต่หลักการการทำ SEO นั้นเอาเข้าจริงแล้วยังเน้นประสบการณ์ผู้ใช้งานเป็นหลักอยู่ แม่ว่าจะมีคำใหม่เกิดขึ้นแต่ Google ก็ยังให้ความสำคัญในส่วนนี้สังเกตได้จากการที่ AI-Overview ยังมีการอ้างอิงถึงข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า SEO ยังมีความสำคัญไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนวิธีการแสดงผลการค้นหาครับ

6.2 ความเข้าใจ LLM หรือ Large Language Model

การมาของ LLM นั้นส่งผลต่อ SEO แน่นอนครับ แต่ถ้าเราเข้าใจหลักเกณฑ์การทำงานของ LLM แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเลยครับ เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลง SEO ในวิถีที่ดีขึ้นกว่าเดิม

บทสรุป

SEO (Search Engine Optimization) คือกระบวนการทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีและถูกอ้างอิงใน AI ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันการทำ SEO นั้นคือสนามการแข่งขันขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่เราเพียงผู้เดียวที่ต้องการติดอันดับต้น ๆ หรือถูกอ้างอิงใน AI เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจ SEO ในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเช่นกัน เพื่อที่จะสามารถแข่งขันได้ในสนามของ SEO การมาของ AI นับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงเช่นกันแต่ไม่ได้ทำให้ SEO หายไป (ยิ่งทำให้ SEO สำคัญกว่าเดิมเสียมากกว่า) การที่จะอยู่แถวหน้าของการแข่งขันได้ เรายิ่งต้องใฝ่เรียนหาความรู้อยู่ตลอดเวลาและอัพเดทความรู้ให้ทันตาม Google ครับ

แหล่งอ้างอิง

แชร์บทความนี้
เลือกหัวข้ออ่าน
ค้นหาความรู้อื่น
สมัครรับข้อมูลและความรู้ ฟรี

Picture of ธีรภาพ (อาร์ท)
ธีรภาพ (อาร์ท)

ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน SEO และการตลาดออนไลน์ด้าน Social Media Marketing, Content Marketing, และ PPC ผมมีประสบการณ์ในการทำงานทางด้าน Digital Marketing เกือบ 5 ปี เป็นตัวแทนเครื่องมือ SEO ยอดนิยมระดับโลกอย่าง Semrush (เรียกว่า Semrush Ambassador) และยังมีใบประกาศนียบัตรต่าง ๆ จาก Google และ Semrush อีกด้วย

4.7 3 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
4 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments
Taylor
Taylor
6 months ago

เขียนละเอียดดีครับ ง่ายต่อการเข้าใจเนื้อหามีประโยชน์ครับแนะนำ ๆ

artsyteetrik
6 months ago

บทความเขียนอ่านง่ายดีครับ ทำให้เข้าใจเรื่อง SEO ได้ดีขึ้นจริง ๆ

สนใจบริการ MYSEO ติดต่อผม ได้เลย
สมัครรับข้อมูลและความรู้ ฟรี

บทความอื่น ๆ
EEAT คืออะไรสำคัญอย่างไรกับการทำ SEO
E-E-A-T คืออะไร? หลักการทำ SEO ที่ทำให้ผู้ใช้ชอบและโดนใจ Google

E-E-A-T คืออะไร? ในบทความนี้ผมจะอธิบายถึงความหมายและความสำคัญของหลักการ E-E-A-T ในการทำ SEO เพื่อเป็นการหวังผลในระยะยาวของการสร้าง Content

อ่านเพิ่มเติม
หน้าปกคู่มือการใช้งาน Google Analytics 4
คู่มือการใช้งาน Google Analytics 4 (GA4) ฉบับย่อและเข้าใจง่าย

บทความที่จะพาคุณทำความรู้จักกับเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Google Analytics 4 (GA4) ที่สร้างโดย Google ว่าทำไมคนที่มีเว็บไซต์จึงควรใช้ในการทำการตลาด

อ่านเพิ่มเติม
4
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x