การดำเนินกิจการนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคนเสมอไป นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ SME หลาย ๆ คนแม้ว่าจะดำเนินการกิจการมาได้สักระยะนึงแล้วก็อาจมีบางช่วงหรือบางเวลาที่ยอดขายไม่ดี ต่ำลงจากที่ควรจะเป็น ในหลาย ๆ ครั้งเกิดจากปัจจัยภายนอกและหลาย ๆ ครั้งอาจเกิดจาก “ปัจจัยภายใน” กล่าวคือเกิดจากความไม่รู้ว่าการทำการตลาดที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร เจ้าของกิจการบางคนคิดว่าการตลาดก็คือแค่การ “ยิงแอด” เลยใส่เม็ดเงินในการโฆษณาต่าง ๆ ในหลาย ๆ ช่องทางที่เขาคิดว่าต้องทำ แต่แท้จริงแล้วการทำการตลาดคุณควรเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ธุรกิจและลูกค้าของตัวเอง เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จากนั้นจึงค่อยเลือกช่องทางที่เหมาะสม ในบทความนี้ผมจะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องการทำธุรกิจในมุมมองของนักการตลาดอย่างผมครับ
เลือกหัวข้ออ่าน
1. ทำความเข้าใจธุรกิจและกลุ่ม "ลูกค้า" ก่อนเป็นอันดับแรก
หลายครั้งที่นักธุรกิจมือใหม่มักให้ความสำคัญกับเครื่องมือ Digital Marketing ต่าง ๆ ก่อนที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” ของเรา สิ่งแรกที่ควรทำคือการวิเคราะห์และหาคำตอบให้ชัดเจนว่า ลูกค้าของเราคือใคร มีพฤติกรรมและความสนใจอย่างไร พวกเขามีปัญหาอะไรที่ธุรกิจของเราสามารถเข้าไปตอบโจทย์ได้ และโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาใช้เวลาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ใดเป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งนี้ จะทำให้งบประมาณด้านการตลาดทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดผลลัพธ์สูงสุด
2. เลือกช่องทางการตลาดที่ใช่
คำว่า “ช่องทางการตลาดที่ใช่” ในบริบทนี้ คือแพลตฟอร์มหรือพื้นที่ ๆ กลุ่มลูกค้าของคุณมักกจะใช้เวลาอยู่ การตลาดออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีทุกช่องทางในระยะเริ่มต้น แต่ควรมี “ช่องทางหลัก” อย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ลูกค้าสามารถค้นหาและเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย สิ่งสำคัญคือช่องทางนั้นต้องมีข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วน เช่น รายละเอียดสินค้าหรือบริการ, ราคา, ช่องทางการติดต่อ และรีวิวจากลูกค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในแบรนด์ของคุณ
พอคุณรู้และเข้าใจ “ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย” และ “ช่องทางที่ใช่” แล้ว เราถึงค่อยเริ่มการทำการตลาดในช่องทางนั้น ๆ ซึ่งสามารถแยกออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ได้คือ:
2.1 การตลาดออฟไลน์ (Offline Marketing)
- การเลือกสถานที่หรือโลเคชั่นที่เหมาะกับหน้าร้านของเรา เช่น ถ้าคุณมีร้านขาย-ซ่อมโทรศัพท์มือถือที่ต้องเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า คุณควรมองโลเคชั่นที่มีคนเดินผ่านไปมาสูงเพื่อให้คนเหล่านี้มองเห็นหน้าร้านของคุณและจดจำคุณได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อสินค้าหรือใช้บริการเขาจะได้พิจารณาเลือกคุณ
- หากมีหน้าร้าน การสร้างบรรยากาศร้านที่น่าสนใจและการให้บริการที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งยังรวมไปถึงตำแหน่งการจัดวางของสินค้าที่เราขายที่ร้านว่าควรจะอยู่มุมไหน ตำแหน่งไหน อยู่บนเคาเตอร์แคชเชียร์เราดีหรือเปล่าหรือไม่จำเป็นต้องจัดวางสินค้าเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักพื้นฐานของการตลาดออฟไลน์ (การจัดวางหน้าร้านที่เรามีอยู่จริง ๆ )
- การทำสื่อสิ่งพิมพ์เช่น นามบัตร ใบปลิว หรือแผ่นโบรชัวร์ ที่มีการระบุรายละเอียดของสินค้า-บริการ เพื่อแจกจ่ายให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือกลุ่มที่อาจจะเป็นลูกค้าของเราในอนาคต
2.1 การตลาดออนไลน์ (Online Marketing)
- การใช้สื่อ Social Media เช่น สร้าง Facebok Page, บัญชี Instagram หรือบัญชี TikTok เพื่อโพสต์เนื้อหา นำเสนอสินค้า -บริการ และสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า สิ่งนี้คือพื้นฐานการสร้างตัวตนบนบัญชี Social Media ต่าง ๆ
- การขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่างเช่น Shoppee, Lazada หรือถ้าเป็นกลุ่มธุรกิจที่พักโรงแรมการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จะเป็นพวก OTA (Online Travent Agency) เช่น Agoda, Expedia, และ Booking.co เป็นต้น
- การทำการตลาด SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ บน Google รวมไปถึงติดใน AI Search, AI-Overview, หรือ Google AI Mode การตลาด SEO เป็นการตลาดที่ต้องอาศัยระยะเวลากว่าผลลัพธ์จะเริ่มผลิดอกออกผลออกมา
- การทำการตลาดซื้อโฆษณาหรือยิงแอด (Paid Campaigns) ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม แต่ถ้าอยากเห็นตัวเลขของกลุ่มที่เป็นลูกค้าของเรา หรืออาจเป็นลูกค้าของเราแสดงความสนใจในตัวธุรกิจของเราในเวลาอันรวดเร็วการซื้อแอดหรือการยิงแอด (Facebook Ads, หรือ Google Ads) ก็จะเป็นวิธีที่ทำให้คุณเห็นผลได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น แต่ก็อาจจะต้องแลกด้วยงบประมาณการยิงแอดรายเดือนที่คุณต้องตั้งการกำหนดงบไว้ (Marketing Ads Budget)
3. สร้าง Content ผ่านสื่อ Social Media และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการตลาดออนไลน์ก็คือ “Content” หรือเนื้อหาที่คุณนำเสนอออกไป ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ, วิดีโอ หรือบทความให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, และ TikTok แนวทางที่แนะนำคือการสร้างสรรค์ Content ที่มอบคุณค่าและ “ประโยชน์” ให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แทนที่จะมุ่งเน้นการขายเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น หากคุณทำธุรกิจปล่อยเช่ารถ คุณอาจสร้าง Content ให้ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของรถแต่ละประเภท หรือการให้ความรู้เกี่ยวการดูแลรถยนต์ของลูกค้าเอง Content ที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างความไว้วางใจ และทำให้แบรนด์ของคุณเป็นตัวเลือกแรกที่ลูกค้านึกถึง
4. สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ของคุณ ให้แข็งแกร่งอย่างน้อย 1 ช่องทาง
การที่คุณสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์นั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจำเป็นต้องสร้างตัวตนในทุก ๆ ช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, TikTok, YouTube, หรือ Instagram แต่ควรมี “ช่องทางหลัก” อย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ลูกค้าสามารถค้นหาและเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย คุณอาจมีเว็บไซต์และทำ SEO จนเว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ และกลายเป็นช่องทางที่มีฐานลูกค้าเยอะนี่อาจเป็นช่องทางหลักของคุณ อย่าลืมสิ่งสำคัญคือช่องทางนั้นต้องมีข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วน เช่น รายละเอียดสินค้าหรือบริการ, ราคา, ช่องทางการติดต่อ และรีวิวจากลูกค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในแบรนด์ของคุณ
5. คิดโปรโมชั่นที่มีส่วนลดหรือของแถม
การจัดโปรโมชั่นเป็นวิธีที่จะชวนให้ลูกค้าใหม่ ๆ ลองมาใช้สินค้าหรือบริการของเรา แต่ต้องจำไว้นะครับว่าการลดราคาควรจะช่วยดึงดูดความสนใจ ไม่ใช่ทำให้สินค้าของเราดูเหมือนไม่มีมูลค่า เพราะฉะนั้น การจัดโปรโมชั่นควรมีขอบเขตที่พอดี วิธีในการจัดโปโมชั่น เช่น:
- สร้างความรู้สึกว่าต้องรีบ: คุณอาจจะลองออกโปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจ เช่น "ลด 10% เฉพาะสัปดาห์นี้เท่านั้น" หรือ "สั่งชุดอาหารเช้าก่อน 11 โมง รับกาแฟฟรี"
- ใช้วิธี "เพื่อนชวนเพื่อน:" อีกวิธีที่ดีคือการให้รางวัล (อาจจะเป็นของแถมหรือส่วนลด) กับลูกค้าเก่าที่แนะนำเพื่อนให้มาเป็นลูกค้าใหม่ของเรา
- ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ: การทำระบบสมาชิกสะสมแต้มก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลดีครับ คนส่วนใหญ่ชอบสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล โดยเฉพาะเมื่อพวกเขารู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสะสมแต้มผ่านแอปในมือถือ หรือใช้บัตรปั๊มตราแบบดั้งเดิมก็ได้ผลดีเหมือนกัน
- จับมือกับร้านค้าอื่น: สุดท้าย ลองจับมือกับร้านค้าอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อจัดโปรโมชั่นร่วมกันดูสิครับ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟอาจจะไปร่วมมือกับร้านอาหารใกล้ ๆ เพื่อออกแพ็กเกจคู่ในราคาพิเศษ ได้ส่วนลด หรือได้ของแถม
6. ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ให้ดียิ่งขึ้น
หนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญของการตลาดออนไลน์คือความสามารถในการวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเบื้องต้นได้จากแพลตฟอร์มที่ใช้งาน เช่น จำนวนการมองเห็น, การมีส่วนร่วม หรือจำนวนผู้ที่ทักเข้ามาสอบถาม ควรมีการตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ที่ใช้อยู่มีประสิทธิภาพเพียงใด และนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแผนการตลาดในลำดับถัดไป ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานด้านการตลาดของธุรกิจมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQ)
ได้ครับ นักธุรกิจหลาย ๆ ท่านที่ประสบความสำเร็จก็มาจากที่เขาไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ในตอนแรก แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับการเป็นนักธุรกิจคือต้องกล้าเสี่ยงและกล้าลงทุนครับ การเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองไม่เหมือนการเป็นลูกจ้าง เพราะเขาคนนั้นต้องรับผิดชอบ “ทุก ๆ อย่าง” ของธุรกิจเขา เพียงแต่คุณต้องใฝ่หาความรู้และเก็บเกี่ยวทักษะจากนักธุรกิจในแวดวงเดียวกัน ดูว่าเขาประสบความสำเร็จได้เพราะอะไร และจุดไหนที่เขาพลาดแล้วคุณนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนครับ สรุปคือ “ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน” ครับ
หลาย ๆ คนที่ทำงานประจำและเก็บเงินก้อนได้ก้อนหนึ่งแล้วก็มีความฝันอยากประกอบกิจการเป็นของตนเอง แต่แล้วคำถามที่หนีไม่พ้นก็คือ “แล้วจะทำธุรกิจอะไรดี?” ผมอยากแนะนำว่าให้เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณชื่นชอบก่อนแล้วค่อยสำรวจตลาดว่าในอุตสาหกรรมที่คุณมีความชื่นชอบส่วนตัวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีการแข่งขันสูงไหม หรือยังเป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีคนทำ หรือถ้าไม่มีไอเดียก็ให้ลองพิจารณาธุรกิจค้า-ขายออนไลน์ซึ่งสามารถทำการตลาดได้ง่าย แต่ที่สำคัญคุณต้องมีความรู้ประมาณนึงก่อนที่จะเริ่มหรือมีความชอบส่วนตัวที่เป็นทุนเดิม ผมขอยกตัวอย่างเลยง่าย ๆ อย่างโปรเจ็กเล็ก ๆ MYSEO Project ของผมอันนี้ก็เกิดขึ้นมาจากความชอบส่วนตัวครับ ผมมีความหลงใหลในการทำ SEO อย่างมากเลยค่อย ๆ สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ขึ้น ผมเริ่มต้นด้วยการเปิด Facebook Page “ที่ปรึกษา SEO และการตลาดออนไลน์” แล้วจึงตามมาด้วยการทำเว็บไซต์ครับ
ผู้อ่านหลาย ๆ คนคงฝันอยากมีกิจการเล็ก ๆ เป็นของตัวเองและอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ผมอาจจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับทุก ๆ คน ไม่ได้มากนักแต่ในความคิดของผมคือ ถ้าผมมีพื้นที่ว่างในบ้านของผมและอยู่ในย่านชุมชน ผมว่าคุณที่อ่านบทความนี้อยู่ก็น่าจะคิดเหมือนกันกับผมคือ โลเคชั่นเหมาะกับการทำร้านกาแฟ ร้านค้า-ขาย ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งอาจจะเป็นที่พัก โฮลเทล (Hostel) เล็ก ๆ ได้ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ ผมว่าคำแนะนำที่ดีนั้นน่าจะขึ้นอยู่กับมุมที่คุณมองมากกว่าว่าอยากให้ธุรกิจดำเนินไปในแนวทิศทางไหน ต้องการให้ธุรกิจสร้างรายได้มากมายเป็นกอบเป็นกำไหม? หรือต้องการใช้พื้นที่ที่ว่างให้เกิดประโยชน์? หรือบางคนก็อาจจะทำธุรกิจที่บ้านเพื่อได้เป็นการอยู่กับครอบครัวครับ
บทสรุป
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางทั้ง 6 ข้อคิดนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านผู้ประกอบการและนักธุรกิจทุกท่านในการเริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ครับ


